บทที่ 1     |
บทที่ 2       |
บทที่ 3        |
บทที่ 4       |
บทที่ 5        |
บทที่ 6      |
บทที่ 7    |   
บทที่ 8       |
บทที่ 9    |
แนวคิด
      การนวดเป็นศิลปะการรักษาที่ใช้สัญชาติญาณ โดยใช้ปลายนิ้วมือเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนมาแล้ว ที่การนวดและเทคนิคต่าง ๆ ได้นำมาใช้สร้างความสุข และให้ผลบางอย่างในการรักษา ในการที่จะให้ประสบผลสำเร็จทางอายุรเวทย์ จะต้องมีวิธีการนวดโดยเฉพาะ และเป็นไปตามลำดับ
การนวดเริ่มต้นด้วยการสัมผัส ไม่ว่าการนวดนั้นจะใช้เวลา 15 หรือ 60 นาที        การสัมผัสทำให้ช้าลงและสามารถกำหนดจังหวะของการนวดได้ จากนั้นจึงใช้การกดซึ่งผ่อนคลาย ไม่เพียงแต่บริเวณที่กำลังนวดอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นการผ่อนคลายร่างกายทั้งหมดด้วย ต่อจากนั้นจึงเป็นการนวดโดยการกดลึกและการบีบนวด เพื่อปลดปล่อยความเครียดที่อยู่ในกล้ามเนื้อ การบีบนวด เป็นการเปิดกล้ามเนื้อแล้วจึงใช้การนวดที่ใช้แรงขัดสีเพื่อผ่อนคลายความเครียดที่ลึกลงไปอีก การเตรียมร่างกายด้วยวิธีนี้ เป็นสิ่งที่ได้เปรียบ เนื่องจากหากอบอุ่นกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเมื่อนวดถู ท้ายสุดให้จบการนวดด้วยการกดและจับร่างกายไว้ เช่นเดียวกับที่เราเริ่มต้นในครั้งแรก การนวดตามขั้นตอนนี้ไม่เพียงแต่ใช้สามัญสำนึกเท่านั้น แต่ยังเป็นการนวดเพื่อสุขภาพและการนวดเพื่อการรักษาด้วย ตั้งแต่สมัยเริ่มแรกของวิวัฒนาการของมนุษย์จะเห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วๆ ไปแล้วมักจะใช้การสัมผัส การบีบ การนวด เมื่อเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อหรืออาการไม่สบายตัว โดยสมัยเริ่มแรกนั้น เมื่อเจ็บปวดตรงไหนก็จะบีบนวด คลึงบริเวณที่เจ็บปวด โดยไม่มีการสอน เป็นการเรียนรู้โดยสัญชาตญาณ ต่อมามนุษย์ได้เริ่มจดจำ และจัดระบบการสัมผัสขึ้นและเรียนรู้ถึงการกดลูบอย่างไรให้รู้สึกสบายขึ้น จนกลายเป็นการนวดที่เป็นแบบแผนแน่นอน
    ความหมายของการนวดเพื่อสุขภาพ
       ลูซินด้า ลิเดล (Lucinda Lidell. 1995 : 12) ได้ให้ความหมายของการนวดว่า หมายถึงการแบ่งปันระหว่างการสัมผัส คือ มือ ร่างกาย ศีรษะ มือ หรือเท้า
       ประเวศ วสี (2531 : 15) ได้กล่าวว่า "การนวด (massage) หมายถึง การใช้นิ้วมือทำการบีบนวดไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยบำบัด ลดอาการเจ็บปวด ลดอาการบวม ซึ่งเกิดการเกร็งตัวของเอ็นกล้ามเนื้อหรือการคั่งของของเสียในเนื้อเยื่อ การคั่งของโลหิตใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยลดหรือแก้ไขอาการติดขัด ช่วยให้การติดขัดสามารถเคลื่อนไหวได้ ช่วยให้ผิวหนังเกิดความรับรู้ มีความรู้สึกดีขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อถ่ายเทของเสีย ทำให้การไหลเวียนของโลหิต น้ำเหลืองดีขึ้น ตลอดจนแก้ไขปรับปรุงรูปร่าง, รูปทรงที่ผิดปกติ และช่วยปรับปรุงระบบหายใจให้คล่องตัวขึ้น"
  สรุป
การนวดเพื่อสุขภาพ คือ ศิลปะในการรักษาที่ใช้สัญชาตญาณโดยใช้ปลายนิ้วมือ การกดลึก ๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลือง ทำลายการแข็งตัวที่เกิดขึ้นในเส้นใยของกล้ามเนื้อ ช่วยลดและระงับความเจ็บปวดได้ โดยการนวด สามารถผ่านลงไปลึกจากผิวหนังถึงกล้ามเนื้อ หรืออาจจะถึงกระดูก และการนวดที่ดี ที่ประณีต จะกดลึกลงไปจนถึงจุดที่ถูกต้อง ซึ่งการนวดนี้เรียกกันว่า "การนวดแบบโอลิสติก" (oristic) หรือ "การนวดโดยสัญชาตญาณ" แต่จะเรียกกันให้ง่ายว่า "นวดเพื่อสุขภาพ"
    การนวดเพื่อสุขภาพ ใช้รักษาคนไข้แต่ละคนในลักษณะโดยรวมมากกว่าที่จะเพ่งเล็งไปยังร่างกายแห่งใดแห่งหนึ่ง การเคลื่อนไหวในการนวดมักเชื่องช้ากว่า และใช้สมาธิมากกว่า สำหรับการนวดเพื่อสุขภาพ ทัศนคติและการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับมีความสำคัญสูงสุดต่อการรักษา"ผู้รับ" จะต้องผ่อนคลาย แต่ต้องตื่นตัวเพ่งอยู่ที่สัมผัสที่ได้รับ"ผู้ให้" หรือ "ผู้นวด"ก็จะต้องเพ่งและมีทัศนคติที่ดีในการรักษาด้วยการนวดอย่างสูงสุดเช่นกัน ส่วนผู้รับจะต้องรู้สึกเหมือนกับว่าการกดนวดเป็นการกระทำต่อเนื่องกันอย่างลื่นไหลและเป็นจังหวะไปโดยตลอดขณะทำการนวดให้คอยถามผลการนวดว่ารู้สึกดีหรือไม่ แต่ควรพยายามหลีกเลี่ยงการสื่อสารด้วยวาจา เนื่องจากการพูดจะดึงสมาธิออกจากมือ การกดยิ่งช้าและเป็นจังหวะมากเท่าใด ก็จะทำผู้ถูกนวดรู้สึกผ่อนคลายและปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
ผลดีของการนวด

      ทางร่างกาย การนวดทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายหายตึง ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น เพิ่มระดับฮีโมโกลบิน การไหลเวียนของน้ำเหลืองสะดวกขึ้น และช่วยยึดข้อต่อกระดูก
       ทางจิตใจ นอกจากการนวดจะช่วยลดความเครียดและความกระวนกระวายแล้ว ยังช่วยเพิ่มสติสัมปชัญญะให้อีกด้วย โดยเฉพาะตามส่วนของร่างกายที่เคยมีความรู้สึกว่า "ขาดตอน" เมื่อท่านทราบว่ามีการขาดตอนอยู่ที่ใดแล้ว ท่านก็สามารถที่จะปรับปรุงร่างกายให้ดีขึ้น และสามารถสร้างภาพลักษณ์ของตนเพื่อลบล้างจุดอ่อนนั้นได้ มีความรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อความสุขและสุขภาพของตนเองการนวดทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นและเกิดความสำราญ การนวดสามารถช่วยให้มีการระบายพลังที่เสียเพราะความเครียดออกไป และเปลี่ยนนิสัยอันเป็นกิริยาและปฏิกิริยาซึ่งเป็นนิสัยเรื้อรังได้การนวดก่อให้เกิดผลดีต่อกิริยาท่าทางและการแสดงสีหน้า ในการนวด อารมณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อสภาวะจิต เป็นการยากที่จะบรรยายถึงผลที่ได้จากการนวด เพราะเป็นการพูดถึงสิ่งที่อยู่ภายใน คือ "พลังชีวิต" โดยรวมส่วน แทนที่จะกล่าวอย่างแยกส่วนสำหรับการนวดเพื่อสุขภาพ สิ่งที่ทั้งผู้ให้และผู้รับจะได้ก็คือ "สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน" คือการทำให้เกิดความชำนาญในการเจริญสมาธินั่นเอง

        ชวลิต ทัศนสว่าง (2530 : 15) ได้กล่าวไว้ว่า หลังจากออกกำลังแล้ว คนส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะต้องประสบกับการเจ็บทั่ว ๆ ไป หรือเฉพาะบางแห่ง กล้ามเนื้อที่เจ็บอาจมีอาการบวมขึ้น บางทีมีความรู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อขมวดปม ซึ่งเรียกว่าการหดเกร็ง เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยของกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้าพันกันยุ่งเหยิงและหดตัวอีกด้วยการเกิดเยื่อใยเหนียวหรือแข็งตัว เกิดขึ้นที่ปลายของกล้ามเนื้อ ซึ่งเส้นใยของกล้ามเนื้อไม่ค่อยได้ถูกใช้งานมากนักเพราะฉะนั้นจึงมีความยืดหดตัวได้น้อย เมื่อกล้ามเนื้อพักตัวอยู่จะไม่อยู่เป็นรูปร่างที่ดี ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการเมื่อยล้า เมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อไม่มี ไกลโคลเจน และประกอบกับมีการสะสมสารเคมีที่เกิดจากการออกกำลังกายทำให้ไม่สามารถทำงานได้ นอกจากนี้อาจเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อฉีกขาดเนื่องจากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้รับการรักษาบำรุงตามที่ต้องการในบางครั้งเส้นใยกล้ามเนื้อเหล่านี้จะป้องกันตัวเองโดยการบิดไปรอบๆซึ่งกันและกันคล้ายกับหนังยางที่พันกัน การแข็งตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อจะดึงรั้งเส้นใยของกล้ามเนื้อ จนกระทั่งหดตัวสั้นอย่างรุนแรง นั่นคือทำให้มีการดึงและมีการฉีกขาดเกิดขึ้นการนวดคลายซึ่งทำเป็นประจำจะช่วยดึงขมวดปมของกล้ามเนื้อให้ออกไปได้บ้าง แต่ไม่สามารถเปรียบได้กับพลังการนวดในการแผ่กระจาย และบรรเทากล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า การนวดลึก ๆ โดยการบีบ จะช่วยแยกเส้นใยของกล้ามเนื้อออกจากกัน
2. ความเป็นมาของการนวดเพื่อสุขภาพ

      สมบัติ ตาปัญญา (2538 : 17) ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์พบว่า การนวดอย่างมีแบบแผนเริ่มมีบันทึกไว้ตั้งแต่ราว 5,000 ปีมาแล้วในตำราวิชาแพทย์จีนในแผ่นดินจักรพรรดิฮ่วงตี้ และคัมภีร์อายุรเวทของอินเดีย ซึ่งมีอายุประมาณ 3,800 ปี ก็ได้กล่าวถึงการนวดไว้ว่า เป็นการ "ช่วยให้ร่างกายรักษาตนเอง" โดยใช้น้ำมันทาถูไปตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ ฮิปโปเครติส ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งวิชาแพทย์" ของโลกตะวันตก ได้กล่าวถึงการนวดไว้ว่า "แพทย์จะต้องมีความเชี่ยวชาญในหลายสิ่ง แต่ที่แน่นอนอย่างยิ่งคือต้องมีความเชี่ยวชาญในการนวดด้วย" ในเอกสารทางการแพทย์ของอียิปต์ เปอร์เซีย และญี่ปุ่น ก็ได้มีการกล่าวถึงคุณประโยชน์ของการนวดในการรักษาโรคต่าง ๆ ไว้มากมายเช่นเดียวกัน
การนวดบางวิธี หรือการวางมือเพื่อบำบัดบรรเทาอาการเจ็บป่วย เป็นวิธีการที่กระทำกันมานับเป็นพัน ๆ ปีแล้ว แพทย์กรีกและโรมันในสมัยโบราณใช้การนวดเป็นหลักใน การบำบัดและบรรเทาอาการปวด เมื่อต้นศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล
ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) "บิดาแห่งการแพทย์" เขียนไว้ว่า "แพทย์ต้องชำนาญในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการถูนวด เพราะว่าการถูนวดสามารถเชื่อมข้อที่หลวมให้แน่นขึ้นได้ ข้อที่ หลวมทำให้เกิดการแข็งเกร็งมากเกินการณ์"
ไพลนี (Plyny) นักธรรมชาติวิทยาชาวโรมัน นวดตัวเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อบรรเทาอาการหอบหืด
จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar.) ผู้เป็นโรคลมบ้าหมู ต้องนวดตัวเองไปทั่วทั้งตัวทุก ๆ วัน เพื่อบรรเทาการวูบหรือชักจากโรคลมบ้าหมู และเพื่อบรรเทาอาการปวดประสาท หรือปวดศีรษะ (พิสิฐ วงศ์วัฒนะ. 2539 : 11)

เมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายลงไป คริสต์ศตวรรษที่ 5 ความก้าวหน้าในวงการแพทย์ทางยุโรปเป็นไปน้อยมาก แต่พวกอาหรับกลับเจริญกว่าอะวิ เซนนา (Avisenna) นักปรัชญาและแพทย์ชาวอาหรับ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 บันทึกไว้ใน "บัญญัติ" ของตนว่า วัตถุประสงค์ของการนวด คือ "เพื่อขจัดของเก่าที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ ซึ่งไม่สามารถขจัดไปได้โดยการออกกำลังกาย"ในยุโรป (ช่วงยุคกลาง) การนวดได้เสื่อมความนิยมลงไป เนื่องด้วยผู้คนหันไปนิยมสิ่งปรุงแต่งกันมากกว่า แต่การนวดก็กลับพื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ส่วนใหญ่ฟื้นฟูโดยแพทย์ชาวฝรั่งเศสจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 แพร์ เฮนริก ลิง (Parr Henrik Ling) ชาวสวีเดน ได้พัฒนาการนวดแบบสวีดิชขึ้น โดยรวบรวมระบบที่ได้จากความรู้ในเรื่องยิมนาสติกสรีรวิทยาและจากเทคนิคของจีน อียิปต์ กรีก และโรมัน (พิสิฐ วงศ์วัฒนะ. 2539 : 12)
ในปี พ.ศ. 2356 วิทยาลัยแห่งหนึ่งในสต๊อกโฮล์ม ได้บรรจุวิชาการนวดไว้ในหลักสูตรและจากนั้นสถาบันอื่น ๆ รวมทั้งเมืองตากอากาศทั้งหลายที่มีบ่อน้ำแร่ทั่วทั้งยุโรปก็ได้นำเอาการนวดเข้าไปประกอบในกิจการทุกวันนี้คุณค่าของการบำบัดรักษาด้วยการนวดได้กลับมาเป็นที่ยอมรับกันอีกครั้ง และกำลังเป็นที่เฟื่องฟูและพัฒนากันไปทั่วโลก ทางด้านตะวันตกมีทั้งบรรดามือสมัครเล่นและมืออาชีพ ส่วนทางตะวันออก กรรมวิธีการนวดเป็นที่ยอมรับกันมากกว่าทางด้านตะวันตก วิชาการดังกล่าวได้รับการสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการขาดตอนความแตกต่างระหว่างตะวันออกกับตะวันตกนี้ อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิรูปทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกิดทางด้านตะวันตกเมื่อประมาณ 250 ปีที่แล้วมาผลของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ดังกล่าว ทำให้ความเชื่อเก่า ๆ ที่เกี่ยวเนื่องระหว่างกายกับใจและจิตถูกจัดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ และในช่วงนั้นเองก็เกิดความยึดติดขึ้นใหม่ว่า ร่างกายมนุษย์เป็นแต่เพียงเครื่องจักกลอันสลับซับซ้อนเท่านั้น สามารถตรวจสอบและซ่อมบำรุงได้ก็แต่เฉพาะผู้ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างสูง และผู้ที่มีความสามารถโดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งก็คือ "แพทย์"ทางด้านตะวันออกไม่ได้มีสำนึกที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" บังเกิดขึ้น สำนึกดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เอง ผู้คนในประเทศที่ยากจนเหล่านั้นจึงยังดำเนินการต่อมา โดยรวมเอาความปรารถนาซึ่งเกิดขึ้นได้จากสัญชาตญาณว่า "นวดดีกว่า" อาศัยความชำนาญที่ได้กลั่นกรองมาแล้วและได้พิสูจน์มาแล้วว่าได้ผล และให้เป็นหน้าที่ของ "หมอเท้าเปล่า" เป็น ผู้รับผิดชอบไปในฐานะมีความรู้ทางทฤษฎีการแพทย์ตะวันออก มีความรู้ในวิชาหมอกลางบ้าน และเทคนิคการใช้มือ นอกจากนี้ยังมีวิธีนวดแบบ "ชิอัตซุ" (Shiatsu) มีรากฐานมาจากรูปแบบการนวดดังกล่าว เป็นการนวดแบบญี่ปุ่น เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นด้วย อิทธิพลของทฤษฎีการฝังเข็ม และด้วยอิทธิพลของการรักษาทางวิทยาศาสตร์ตะวันตก คือ การรักษาโรคด้วยวิธีนวดกระดูก การรักษาโรคมือและเท้า ซึ่งเพิ่งเข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่น

>HOME<
ความสำคัญของการนวด
     ความสำคัญของการนวดเพื่อสุขภาพนั้น หากมองในแง่ของนักกีฬานั้น มีผลต่อ นักกีฬาเป็นอย่างมาก เพราะการนวดจะมีผลในการลดปวด ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ และลดการเกิดตะคริว การนวดยังทำให้การหมุนเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองดีขึ้น ทำให้อาการเจ็บปวดเมื่อยตามร่างกายดีขึ้น ลดการเกิดแผลในกล้ามเนื้อของร่างกายภายในและผิวหนังภายนอก ตลอดจนการนวดยังให้กล้ามเนื้อนักกีฬามีการปรับและรักษาให้มีสภาพยืดหยุ่นดี มีความคล่องแคล่วว่องไวในการเล่นกีฬานอกจากนี้ มนุษย์เรานั้นแม้จะอยู่ในวัยใด ช่วงชีวิตใดของชีวิต เราต่างต้องการสัมผัสมนุษย์ด้วยความละมุนละไม ที่แสดงออกด้วยความรัก เพื่อแสดงว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้เพียงลำพังคนเดียว เนื่องจากเรายังเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก ถ้าไม่มีความอบอุ่นจากการสัมผัสที่จะช่วยผูกพันและชื่นชูใจ แสดงว่าเราปฏิเสธการสื่อสารที่มีความสำคัญระดับชีวิตในการให้และการรับ การนวดในสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากความเครียดเกิดมากขึ้น การรักษาด้วยวิธีสัมผัสจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และควรได้การยอมรับว่า เป็นตัวยามีค่าขนานหนึ่งในเชิงเวชศาสตร์ป้องกัน ทั้งนี้ทั้งฝ่ายผู้ให้ (ผู้นวด) และผู้รับ (ผู้รับการนวด) ด้วย
เพราะการให้การนวดแบบใด ๆ ก็ตาม ผู้ให้ก็จะได้รับประโยชน์เกือบเท่ากับผู้รับ นอกเสียจากความพึงพอใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว การรักษาผู้อื่นด้วยการนวดเพื่อสุขภาพ จะทำให้ผู้นวดผ่อนคลาย และสามารถเอาชนะความเครียดของตนเองได้อีกด้วยตามแนวความคิดของการแพทย์ตะวันออกมีบางช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งเรียกว่า "เปลี่ยนวัย" ถ้าในช่วงนี้มีการดูแลรักษาตัวดี สภาพพื้นฐานของชีวิตก็ดีตาม ตรงข้าม หากละเลยไม่เอาใจใส่ตัวเอง ผลเสียแก่สุขภาพก็จะเกิดขึ้นอย่างถาวร ช่วงเวลาดังกล่าวมีวัยแตกพาน ซึ่งเป็นช่วงวัยรุ่น วัยแต่งงาน การตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด และวัยหมดประจำเดือน ในช่วงเวลาต่าง ๆ การรักษาด้วยการสัมผัส เป็นการรักษาที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างมาก ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายตามความจำเป็น เพื่อปรับตัวให้เข้าได้กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน และความจริงช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาของความเครียด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องการให้มีการสัมผัสสูงมาก การสัมผัสทำให้ความเครียดคลายลง ทำให้เกิดหลักประกันและความมั่นใจว่า ความเดือดร้อนหรือความเจ็บป่วย เมื่อยล้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น มีคนมาช่วยแบ่งปันไปแล้วบ้างการนวดต่อหญิงมีครรภ์ ทารก ผู้สูงอายุ การนวดกับการออกกำลังกาย และการนวดตัวเอง สิ่งเหล่านี้ส่วนมากเป็นสามัญสำนึก เช่น ผู้นวดจะต้องนวดทารกและผู้สูงอายุอย่างละมุนละม่อม อ่อนโยน และอุณหภูมิภายในห้องนวดจะต้องเหมาะสม ถ้าผู้นวดหรือผู้ถูกนวดตั้งครรภ์ การนวดเพื่อสุขภาพจะให้ประโยชน์อย่างมากในการบรรเทาอาการปวดขา ปวดหลัง หรืออาการอ่อนล้าทั่วๆ ไป ซึ่งมักจะเกิดในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์เมื่อทารกคลอดแล้ว การนวดจะเป็นการเชื่อมระหว่างพ่อแม่และลูก การนวดเป็นวิธีการที่ทำให้ลูกสบายตลอดเวลาที่เด็กเติบโต จะทำให้เด็กสงบหลังจากได้รับสิ่งร้ายๆ มาจากโรงเรียน หรือทำให้สงบก่อนเข้าสอบ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น อาการปวดศีรษะ หรือปวดท้อง เด็ก ๆ ก็เช่นกัน ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนให้เริ่มนวด ถ้าเด็กสนใจ โดยเฉพาะ เมื่ออายุ 5 หรือ 6 ขวบ ซึ่งเด็กขนาดนี้กำลังและนิ้วมีความกระฉับกระเฉงว่องไว พอแล้วสำหรับที่จะรับการฝึกนวด อันตรายจากการงานอาชีพหลายอย่างในชีวิตผู้ใหญ่ สามารถบรรเทาได้ด้วยการนวด เช่น อาการปวดหลังหรือปวดไหล่ หรือการเกร็งของกล้ามเนื้อ ที่เกิดขึ้นหลังจากต้องนั่งอยู่นาน ๆ ในที่ทำงานกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าหรือเครียด ซึ่งเกิดจากการออกกำลังมากเกินควร หรือการไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี อันเนื่องจากการขาดการออกกำลังกาย เป็นต้นว่า ผู้ทำงานนั่งโต๊ะ หรือผู้พิการ หรือผู้ป่วยซึ่งต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง และกับการกีฬาทุกชนิด ตั้งแต่ขี่รถจักรยานไปจนถึงการวิ่งหรือเล่นฟุตบอลการนวดเป็นสิ่งช่วยที่ล้ำค่า เนื่องจากการผ่อนคลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตให้เป็นปกติสุข และเมื่อพิจารณาถึงภาษาของการสัมผัส นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการนวด ซึ่งนับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ภาษาของการสัมผัส

     "การสัมผัส" หมายถึง การแตะ เป็นการสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่นอกผิวหนังของเรา เช่น พื้นดินใต้ฝ่าเท้า "การสัมผัส" เป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดสำหรับมนุษย์และสัตว์ ให้ความมั่นคง ให้ความอบอุ่น ความสุข ความสบาย ช่วยชุบชีวิตขึ้นใหม่ และเป็นการบ่งบอกว่าเราไม่ได้อยู่เดียวดายจากสัมผัสทั้ง 6 การสัมผัสด้วยกายเป็นสัมผัสแรกตั้งแต่เป็นทารก
"การสัมผัส" เป็นการสำรวจและก่อให้เกิดความรู้จักกับโลกภายนอก สัมผัสจากพ่อแม่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต ตราบใดที่เรายังต้องการสัมผัสและสัมผัสทำความพอใจให้แก่เรา เราจะเติบโตได้อย่างมีสุขภาพดี เมื่อใดที่เราไม่ได้รับการสัมผัส การพัฒนาของเราก็อาจจะบกพร่อง การกอด การลูบไล้ที่เราได้รับเมื่อครั้งยังเป็นทารก ช่วยสร้างภาวะจิตที่ดี ความรู้สึกที่ได้รับการทะนุถนอมเกิดขึ้นเนื่องจากการสัมผัส เป็นความรู้สึกว่าเราเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่รัก
เมื่อ 20 ปีมาแล้ว เอส. เอ็ม. จูราร์ด (S.M. Jurard) นักจิตวิทยาอเมริกัน ได้แสดงให้เห็นว่า ยิ่งเราได้รับสัมผัสจากผู้อื่นมากเพียงใด ความนิยม ความนับถือตัวเองก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น จากการทดลองกับทารกคลอดก่อนกำหนดปรากฎว่า การสัมผัสที่อบอุ่นและทะนุถนอมจากแม่เป็นสิ่งจำเป็น โดยนัยกลับกัน สัมผัสที่กระแทกกระทั้นและไม่เต็มใจจากแม่ทำให้เกิดผลตรงกันข้าม (พิสิฐ วงศ์วัฒนะ. 2539 : 14)ในสังคมของเรา การแตะต้องที่กระแทกกระทั้นต่อคนใดก็ตาม ถือเป็นการลงโทษรุนแรงเสียยิ่งกว่าการถูกปล่อยทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวด้วยซ้ำ การที่เราได้ได้รับสัมผัสหรือรับสัมผัสที่กระแทกกระทั้นจะทำให้เรารู้สึกเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย และเกิดความกระวนกระวาย
จากการศึกษาทางการแพทย์อเมริกันเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ป่วยที่ถูกห้ามไม่ให้มีการแตะเนื้อต้องตัวมีความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่ได้รับสัมผัสอันเป็นธรรมชาติ ของมนุษย์การสัมผัสเป็นภาษาหนึ่งซึ่งเราใช้สื่อความรู้สึกต่าง ๆ ของเรา เป็นการแสดงให้ผู้รับสัมผัสได้ทราบว่า ตนเป็นที่รัก เป็นที่ปรารถนา และเป็นที่พึงใจ เมื่อเด็กวิ่งชนหรือเป็นรอยฟกช้ำดำเขียว เราจะช่วยโดยวิธีธรรมชาติที่สุด คือ "การถูนวด"มือที่ลูบไล้อย่างเร็วที่หน้าผากช่วยลดไข้ลงได้ สามารถบรรเทาอาการปวดท้องและปวดศีรษะ อาการปวดจะสนองตอบต่อการนวดในทันที ถ้าอาการปวดเกิดจากอารมณ์
การอุ้ม การประคอง การลูบไล้ เป็นการสื่อความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และให้ความมั่นใจ
    
เมื่อเราอยู่คนเดียว จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นเรามักจะกอดหรือรัดตัวเอง เมื่อเกิดความอ่อนล้า เราเอามือค้ำศีรษะตนเอง เมื่อเราเจ็บปวด เรานวดหรือลูบคลำบริเวณที่ปวดโดยไม่รู้ตัว การกอดผู้อื่นนอกจากเป็นการแสดงมิตรภาพแล้ว ยังอาจเป็นการสื่อความสุข ความสำราญของเราไปด้วยสรุปได้ว่า เราไม่ได้อยู่ห่างไกลจากสัญชาติญาณของเราไปเลย เพราะว่าเรามีการสำรองภาษาของการสัมผัสต่อการเจ็บปวด ความโศกเศร้า หรือต่อราคะ แล้วเราจะกลัวว่า การสัมผัสจะเป็นแต่เพียงการแสดงความรัก ความผ่อนคลาย หรือการหายจากความเจ็บป่วยกระนั้นหรือนอกจากนั้น การที่จะดูว่าอะไรมีคุณค่ามีประโยชน์เพียงไรนั้น อาจต้องดูจากองค์ประกอบหลาย ๆ อย่าง เช่น มีคนใช้สิ่งนั้นแพร่หลายหรือไม่ สิ่งนั้นมีความคงทนต่อการพิสูจน์จากบุคคลและกาลเวลายาวนานแค่ไหน และข้อพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดก็คือ จากประสบการณ์ของตัวเราเอง โดยการศึกษาเรียนรู้และทดลองทำด้วยตนเอง แล้วก็จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การนวดมีคุณค่าต่อชีวิตเราและผู้คนรอบข้างสำหรับคุณประโยชน์ที่ได้รับจากการนวด (ทั้งจากการ "ให้" และ "รับ" การนวด) อาจกล่าวพอสังเขป ได้ดังต่อไปนี้

สำหรับผู้รับการนวด
   1. เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สบายอย่างมากทั่วตัว อารมณ์ปลอดโปร่ง คล้ายกับว่าความทุกข์โศกและวิตกกังวลคลี่คลายหายไปหมดสิ้น ขณะที่รับการนวดอยู่นั้นกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ที่ตึงเขม็งจนทำให้ปวดเมื่อยอ่อนล้าจะคลายตัวออก ตกอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คล้ายล่องลอยอยู่ในภวังค์ บางคนอาจเผลอหลับไปเลย และเมื่อตื่นขึ้นก็จะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ผิดไปจากทุกครั้งที่มักตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเมื่อยขบ อ่อนเพลีย ไม่อยากลุกจากที่นอน
   2. เมื่อเกิดความกระฉับกระเฉงตื่นตัวเช่นนี้ ก็มีพลังกายและใจที่จะออกไปต่อสู้กับอุปสรรคในชีวิตได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูงกว่าปกติ (นักกีฬาอาชีพส่วนใหญ่เข้าใจถึงความสำคัญของการผ่อนคลายและสดชื่นแจ่มใสก่อนการแข่งขันเป็นอย่างดี จึงมักต้องมีการนวดก่อนแข่งขันเสมอ ไม่เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่ลงแข่งขันอย่างตื่นเต้น ตึงเครียด จะมีโอกาสผิดพลาดและพ่ายแพ้ได้มากกว่า การต่อสู้แข่งขันในเกมชีวิตก็เช่นเดียวกัน)
   3. เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเองมากขึ้น เพราะมีความรู้สึกสบายขึ้นและเต็มไปด้วยพลัง ร่างกายและจิตใจได้รับการกระตุ้นโดยไม่มีฤทธิ์ข้างเคียงจากคาเฟอีน หรือสารมีพิษอื่น ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคนที่ชอบกระตุ้นตนเองด้วยยาหรือกาแฟ
   4. เมื่อกล้ามเนื้อผ่อนคลาย การไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองซึ่งเป็นตัวสำคัญในการนำอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ก็ดีขึ้น ร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจหายไป กลับกลายเป็นความสดชื่นแจ่มใสเข้ามาแทนที่
    5. หากได้รับการนวดหลังจากการออกกำลังกาย เช่น เล่นกีฬาบางอย่าง การนวดจะช่วยขจัดของเสียที่คั่งค้างอยู่ตามกล้ามเนื้อต่าง ๆ ช่วยป้องกันการเส้นตึง ปวดเมื่อยซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังการออกกำลังอย่างหนักได้
    6. การนวดจะช่วยให้กล้ามเนื้อคงรูปได้สัดส่วน ไม่ห่อเหี่ยว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่กับเตียงตลอดเวลาเป็นเวลานาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อซึ่งไม่ได้ใช้งานเหี่ยวลีบลงเรื่อย ๆ การนวดจะช่วยทดแทนการออกกำลังได้บางส่วน และช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ลีบเร็วเท่าที่ควร
    7. การทำงานของอวัยวะภายในทุกอย่างจะได้รับการกระตุ้นจากการนวดให้ทำงานได้ดีขึ้น การย่อยอาหาร และการดูดซึมอาหารและการขับถ่ายของเสียจากร่างกายจะทำได้ดีขึ้น
   8. ช่วยขจัดรอยเหี่ยวย่นตามใบหน้าและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะการนวดช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
   9. การนวดจะช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิต้านทานโรคในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โอกาสที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ลดน้อยลง
   10. ในด้านจิตใจ หากผู้ให้และผู้รับเป็นเพื่อน เป็นญาติหรือเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ผู้รับย่อมรู้สึกผูกพัน อบอุ่น รู้สึกว่าได้รับความรัก ความเอาใจใส่ ห่วงใย ทำให้เป็นสุขและซาบซึ้งใจ
ถ้าเป็นเด็กก็จะเติบโตขึ้นเป็นคนจิตใจมั่นคง ผ่อนคลายและเชื่อมั่นในตนเองสำหรับผู้ให้การนวด
     1. มีความปิติและอิ่มเอิบใจที่ได้ช่วยเหลือ ได้ขจัดทุกข์และสร้างความสุขให้ผู้อื่น เพิ่มความเมตตาห่วงใยในเพื่อนมนุษย์
     2. ภูมิใจในความมีประโยชน์มีคุณค่าของตนเองต่อผู้อื่น
     3. ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีน้ำใจ เป็นที่ยกย่องชื่นชมในหมู่เพื่อน ญาติ และบุคคลทั่วไปที่รู้จัก
     4. การนวดเป็นการออกกำลังเบา ๆ อย่างหนึ่ง ช่วยให้ผู้นวดได้เคลื่อนไหว ฝึกถ่ายทอดพลัง (ลมปราณ) จากตนเองไปยังผู้รับ มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง
     5. การนวดผู้อื่นบ่อย ๆ ช่วยฝึกให้ผู้นวดเป็นคนละเอียดอ่อน รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ไว พร้อมที่จะเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้อื่นด้วยความเมตตา และยอมรับเสมอ คุณสมบัติข้อนี้จำเป็นมากในการมีความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างในชีวิตประจำวัน จะช่วยให้ผู้นวดมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ ไม่ค่อยมีความขัดแย้งบาดหมางใจกับใคร

บรรณานุกรม
ชวลิต ทัศนสว่าง. เทคนิคการนวดสำหรับนักกีฬา. กรุงเทพมหานคร :
    ยูไนเต็ดท์บุ๊ค, 2530.
ณัฐพัฒน์. นวดสุขสัมผัส. กรุงเทพมหานคร :
   โรงพิมพ์มิตรสัมพันธ์กราฟฟิค, ม.ป.ป.
ประเวศ วะสี. หมอประจำบ้าน. กรุงเทพมหานคร
   : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง,2521
พิสิฐ วงศ์วัฒนะ. นวดกายคลายโรค. กรุงเทพมหานคร :
     บริษัทโฮลิสติก พับลิชชิ่ง จำกัด, 2539.
มานพ ประภาษานนท์. ยืดเส้นสายคลายสารพัดโรค.
     กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้วการพิมพ์, 2521.
สมบัติ ตาปัญญา. ศิลปะการนวดแบบไทย.
      กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ดวงกมล, 2538.
Lidell, Lucinda. and other.
     The book of massage London
      : Gaia books Limited, 1984